หน้าหลัก arrow ข้อธรรมนำชีวิต arrow คติข้อคิด arrow บทสนทนาจอมปราชญ์  
 
             
 
หน้าหลัก
ข่าวประชาสัมพันธ์
กวีธรรมคำกลอน
ข้อธรรมนำชีวิต
ธรรมะอินเทรนด์
กระดานเสวนาธรรม
เว็ปเพื่อนธรรม
ติดต่อผู้ดูแลระบบ
Administrator
 
ภาพกิจกรรม
 
หลวงพ่อจรัญ ฐิตธฺมโม
สมเด็จพระสังฆราช
ท่านพุทธทาสภิกขุ
ท่าน ว. วชิรเมธี
 
 
 
 
ชื่อสมาชิก

รหัสผ่าน

จำข้อมูลการล็อกอิน
ลืมรหัสผ่าน?
ยังไม่ได้ลงทะเบียน? ลงทะเบียนใหม่
 
Syndicate
 
 
บทสนทนาจอมปราชญ์ พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย lpkfc   
12 ม.ค. 2010 11:38น.

images/stories/luangta001.jpg

 


เนื่องในวโรกาสมหามิ่งมงคลของชาวไทยทั้งชาตินิตยสารน่านฟ้าขออาราธนาบทสนทนา

ที่เหนือคำบรรยายที่เล่าโดย พระอาจารย์ภูสิต (จันทร์) ขันติธโร เจ้าหน้าวาสวัดป่าหลวงตามหาบัว

ญาณสัมปันโน ในสมัยที่ท่านเป็นพระอุปัฏฐากองค์หลวงตา ณ วัดป่าบ้านตาด 

จ.อุดรธานีในขณะนั้น...


"...เหตุการณ์ที่น่าทึ่งที่สุดคือเมื่อปี พ.ศ.2531 เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ

ได้เสด็จไปนิมนต์หลวงตาไปในงานในวัง ปกติหลวงตาท่านไม่ค่อยไปไหนแต่ตอนที่พระเจ้าอยู่หัวฯ 

ไปนิมนต์ ท่านไปนิมนต์ด้วยพระองค์เอง เรายังจำได้..วันนั้นเป็นวันที่ 7 มกราคม 2531 เป็นปีเฉลิมราช

รัชมังคลาภิเษกที่ทรงครองราชย์มากกว่ากษัตริย์ใดในประวัติศาสตร์ไทยท่านนิมนต์หลวงตาเข้าวัง 

มาเป็นขบวนใหญ่ หลวงตาท่านจะอยู่ที่กุฏิท่านให้เราควบคุมดูแลญาติโยม ดูแลพวกทหารที่มา 

พระเจ้าอยู่หัวฯ จะเสด็จมาตอน 6 โมงเย็น


เมื่อขบวนพระเจ้าอยู่หัวฯ เสด็จมาถึงเรายืนตรงนี้ ผู้ว่าฯ สายสิทธิ์ยืนตรงนี้ หมออวย แล้วใครต่อใคร

ยืนเป็นแถวรอรับเสด็จแล้วท่านก็ขึ้นไปข้างบนซึ่งหลวงตารอท่านอยู่แล้ว ส่วนเราก็อยู่ตรงบันได

ส่วนหลวงตาอยู่ข้างบน ที่ขึ้นไปก็มีพระบรมวงศานุวงศ์ตามเสด็จครบหมดเลย พระราชินี พระบรมฯ 

พระเทพฯ เจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ฯหมดทั้งครอบครัวเพื่อจะนิมนต์หลวงตาไปงานพิธีในวัง


พอพระองค์ท่านกราบหลวงตาเสร็จ ท่านก็ถวายคำถามแรก (พระเจ้าอยู่หัวเรียกหลวงตาว่า "หลวงปู่" )


"หลวงปู่... สาวกภูมิกับพุทธภูมิต่างกันอย่างไร" โอ้...พระเจ้าอยู่หัวถามปัญหาหลวงตาขนาดนี้


หลวงตาตอบว่า..."พุทธภูมิ ก็เหมือน ดั่งเรานั่งรถไฟนั่งรถไฟไปเชียงใหม่หรือนั่งรถไฟไปอุดรนั่นแหละ

พุทธภูมิแต่ถ้าเรานั่งจักรยานมาหรือนั่งมอเตอร์ไซค์ ขี่มอเตอร์ไซค์ไปนั่นแหละ...สาวกภูมิ

เพราะฉะนั้นการเป็นพุทธภูมิก็คือการนำคนไปได้เยอะ ๆ ส่วนสาวกภูมินั้นนำไปได้น้อยๆไม่ได้มากนัก 

อย่างเก่งก็ 1 คน หรือ 3-4 คน ก็ว่ากันไป นั่นคือสาวกภูมิเข้าใจไหมล่ะพ่อหลวง"


พระเจ้าอยู่หัวฯตอบหลวงตาว่า "เข้าใจแล้วหลวงปู่ แล้วนิพพานเป็นอย่างไรนะหลวงปู่"


หลวงตาตอบ : "อ้อ พ่อหลวงเหมือนพ่อหลวงมาวัดป่าบ้านตาดนี่แหละรู้ไหมว่าวัดป่าบ้านตาดอยู่ตรงไหน 

อยู่บนกุฏินี่เหรอ วัดป่าบ้านตาดอยู่ไหนล่ะแต่พอพระมหากษัตริย์มาถึงนี่แล้ว บริเวณนี้ทั้งหมด

คือวัดป่าบ้านตาดนี้แหละแต่จะชี้ลงไปว่าที่กุฏิอาตมาก็ไม่ใช่ ที่กุฏิพระก็ไม่ใช่ ที่ศาลาก็ไม่ใช่ไม่ใช่ทั้งหมด 

แต่เมื่อรวมกันทั้งหมดในกำแพงวัดนี้นี่แหละคือวัดป่าบ้านตาดนี่แหละพระนิพพานก็มีความหมายแบบเดียวกัน"


และเมื่อพระเจ้าอยู่หัวฯ ขอบารมีหลวงตาช่วยต่ออายุให้แม่หลวง (คือสมเด็จย่า)

ตอนนั้นสมเด็จย่าทรงประชวรอยู่ หลวงตาท่านก็ตอบปฏิเสธเลยว่า... "พ่อหลวงนั่นแหละก็จัดการเองได้

ขอเองได้" ท่านว่างั้นนะ... "พ่อหลวงก็สามารถจัดการได้เอง" ท่านบอกไปเลยนะว่า...ให้พระเจ้าอยู่หัว

ขอเอง จัดการเองจัดการเองอาตมาต่อให้ไม่ได้หรอก


พระเจ้าอยู่หัวฯได้กราบลาว่า "เอาล่ะ ได้เวลาแล้ว จะกลับแล้วท่านหลวงปู่มีอะไรจะบอกไหม"


หลวงตาท่านได้เทศน์สั้น ๆ ว่า "การเป็นพุทธภูมิสร้างบารมีเพื่อความเป็นพุทธะ พอจบพุทธภูมิได้ก็เป็น

พระพุทธเจ้าแล้วพระพุทธเจ้าก็มีพุทธกิจ 5 คือ ตอนเช้าบิณฑบาต ตอนบ่ายสอนคหบดีมนุษย์ทั่วไปตกเย็น

สอนนักบวช สมณะชีพราหมณ์ ตอนกลางคืนแก้ปัญหาเทวดาพอมาตอนเช้ามืดเล็งญาณดูสัตว์โลก 

สัตว์โลกตัวไหนมีกิเลสเบาบางพอที่จะบรรลุธรรมได้ท่านก็จะเล็งญาณดูรีบไปโปรดก่อน 

พระพุทธเจ้าสร้างบารมีพุทธภูมิจนได้เป็นพระพุทธเจ้าเมื่อเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ท่านก็มีพระพุทธกิจ 5 อย่างนี้

แต่...ไม่รู้ว่าพ่อหลวงแม่หลวงของประเทศไทยปรารถนาอะไรทำงานกันจนไม่มีเวลาจะพักผ่อน

..เอาล่ะ ๆ ...อาตมาจะให้พร"


พอฟังมาถึงตรงนี้นะเรายังจำได้แม่น เพราะพระเจ้าอยู่หัวฯ ท่านถามเรื่องพุทธภูมิเสร็จแล้ว

พอท่านจะลากลับ หลวงตาท่านสรุปให้เสร็จสรรพเลย...ไม่รู้ว่าพ่อหลวงแม่หลวงของไทยทำงานปรารถนา

ความเป็นอะไร...ทำงานกันจนไม่มีเวลาพักผ่อน... เอาล่ะ ๆ ...อาตมาจะให้พร


เมื่อพระเจ้าอยู่หัวท่านเสด็จลงมา ท่านก็ตรัสว่าอยากให้ท่านอาจารย์อยู่กับหลวงตาไปนาน ๆ ...

เราก็ได้ตอบท่านว่าเจริญพร...มหาบพิตร อาตมาก็อยากจะอยู่แต่ถ้าถึงเวลาที่อาตมาจะต้อง

เอาตัวเองให้รอด อาตมาก็ขอเอาตัวเองให้รอดก่อนเพราะทุกอย่างเป็นเหตุเป็นผล 

ถึงเวลาไปก็ต้องไปเหมือนกัน แล้วพระเจ้าอยู่หัวฯ ก็บอกขอทำบุญกับหลวงตา 200,000 

ถวายอาจารย์ 20,000 

แล้วท่านก็ถามว่าพระที่อยู่ในวัดนี้กี่รูป เราก็ตอบท่านทั้งหมด 29 รูปรวมหลวงตานั่นแหละ...

ท่านจึงถวายให้รูปล่ะ 2,000 


"แล้วปัจจัยจะให้ไว้กับใคร" ท่านถาม...ท่านหยิบออกมาให้เลยนะ ท่านผู้ว่าฯ ยังรับมือสั่นพระเจ้าอยู่หัว

ไม่เพียงมากราบหลวงตาท่านมาที่วัดท่านยังมาทำบุญกับพระด้วยปัจจัยที่เตรียมพร้อมจากพระหัตถ์

ของท่านเองจากนั้นพระเจ้าอยู่หัวฯก็เสด็จออกไปเยี่ยมประชาชนแล้วก็ขึ้นรถไป


นั่นแหละเราได้ฟังมา เรื่องของพุทธภูมิ เรื่องของพระโพธิสัตว์สาวกภูมิกับพุทธภูมิต่างกันอย่างไร 

เสร็จแล้วพอตอนจบขอพร หลวงตาท่านก็สรุปและให้พรจึงบอกได้ว่าเป็นบทสนทนาของจอมปราชญ์...


บทความจาก นิตยาสาร น่านฟ้า ปีที่1 ฉบับที่ 8 ประจำเดือนธันวาคม 2550 หน้า 18


 

 
ปฏิทิน
<< April ’20 >>
Mo Tu We Th Fr Sa Su
  
 1
 2
 3
 4
 5
 6
 7
 8
 9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
   
 
แสงธรรมนำชีวิต เวฬุวัน 
 
 
หน้าหลัก | ข่าวประชาสัมพันธ์ | กวีธรรมคำกลอน | ข้อธรรมนำชีวิต | ธรรมะอินเทรนด์ | กระดานเสวนาธรรม | เว็ปเพื่อนธรรม | ติดต่อผู้ดูแลระบบ | Administrator |
 
Advertisement